15 ธันวาคม 2552

ทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงานไทย


จัดทำโดย นางสาวศิถยา งามสมเกล้า 4902100004


นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์และพลังงานไทย ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 26 ที่เมืองทองธานี โดยระบุว่า เศรษฐกิจไทยปี 2553 จะขยายตัวเป็นบวกร้อยละ 3-4 แม้เป็นอัตราการเติบโตที่ไม่สูง แต่เป็นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งพอสมควร ส่วนปัญหาเศรษฐกิจอื่นยังคงเปราะบางหลายจุด โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ยังคงผันผวน ปัญหาการว่างงาน ค่าเงิน ปัญหาระบบการเงินในบางประเทศที่ยังแก้ไม่ได้เบ็ดเสร็จ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้น ดังจะเห็นได้จากตัวชี้วัดหลายตัวดีขึ้น เช่น ยอดขายรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นชัดเจน บริษัทที่เลิกจ้างเมื่อกลางปี เรียกพนักงานกลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี ยอดเข้าชมมหกรรมยานยนต์ครั้งนี้ก็เพิ่มขึ้น จึงน่าจะเป็นสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างเป็นรูปธรรม ที่นำไปสู่ความเชื่อมั่นในการฟื้นเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมต่อไป ในขณะที่การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่มองไปข้างหน้าให้มีความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การฟื้นโดยพึ่งการกระตุ้นของรัฐบาลไม่มีทางยั่งยืน ในที่สุดต้องเป็นการฟื้นตัวจากการใช้จ่ายของประชาชนและการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งรัฐบาลต้องการเห็นความชัดเจนในปี 2553 โดยผู้บริโภคเริ่มใช้จ่ายชัดเจนขึ้น และหวังว่าด้านการลงทุนจากต่างประเทศจะเข้ามามากขึ้นและเป็นปกติในปี 2553 ซึ่งจะเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยว่า ประเทศไทยส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ตั้งแต่ปี 2550 โดยรัฐบาลไทยมีนโยบายสนับสนุนให้ประเทศไทยผลิตรถยนต์ที่ไม่ใช่ยี่ห้อของไทยเอง แต่ผลักดันให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์จากทุกค่าย ทุกภูมิภาค ซึ่งขณะนี้มีไทยมีการผลิตรถยนต์ได้ถึง ปีละกว่า 1 ล้านคัน ซึ่งกว่าร้อยละ 50 เป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ และอีก 2-3 ปีข้างหน้า ยอดผลิตรถยนต์จะเพิ่มเป็น 2 ล้านคันต่อปี และเพิ่มเป็น 2.5 ล้านคันในอีก 5-6 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์มากเป็นอันดับ 10 ของโลก ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า การเป็นฐานการผลิตของตลาดโลกเป็นจุดแข็ง เพราะการย้ายฐานการผลิตไม่ง่าย และยังได้เปรียบในกระบวนการเรียนรู้และการถ่ายทอดเทคโนโลยี แต่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และการที่ไทยเริ่มจากการประกอบรถยนต์ก็ได้ ทำให้ปัจจุบันมีอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์เติบโตขึ้นตามมา ขณะเดียวกันนโยบายส่งเสริมการลงทุนของไทยก็เป็นลักษณะเน้นบูรณาการให้เกิดกลุ่มอุตสาหกรรมขึ้นในพื้นที่ต่างๆ มากกว่ายึดเรื่องเขตส่งเสริมการลงทุนอย่างเคร่งครัด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังต้องเผชิญกับการแข่งขันของผู้ผลิตรถยนต์จากจีน และอินเดีย ดังนั้นภาคเอกชนและรัฐบาลจะต้องทำความเข้าใจร่วมกันเพื่อวางยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เพื่อรักษาการเป็นฐานการผลิตเอาไว้ให้ได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันรัฐบาลได้ปรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้สอดคล้องกับแนวโน้มประหยัดพลังงานด้วย ซึ่งเป็นโอกาสของการขยายฐานการผลิต โดยขณะนี้อยู่ในช่วงแผนแม่บทที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2550 ที่ผู้บริโภคตระหนักเรื่องปัญหาราคาน้ำมันที่ผันผวนและมีแนวโน้มสูงขึ้น ดังนั้นรถยนต์ที่จะซื้อจึงต้องมีประสิทธิภาพประหยัดพลังงาน ซึ่งตามที่รัฐบาลได้ให้การส่งเสริมการลงทุนผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน(อีโคคาร์) ไปแล้วนั้น และขณะนี้ภาคเอกชนมีคำขอให้รัฐบาลปรับสิทธิประโยชน์ ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขนั้น รัฐบาลจะระมัดระวังและหาความสมดุล โดยนโยบายจะหยืดหยุ่นบ้าง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ผันผวนจนทำให้เกิดความไม่แน่นอน จนกระทบการตัดสินใจลงทุนของค่ายรถยนต์ที่ได้ตัดสินใจเข้ามาลงทุนก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวยืนยันด้วยว่า ประเทศไทยยังคงให้ความสำคัญและสนับสนุนการใช้พลังทดแทน โดยแผน 15 ปีถึงปี 2565 ประเทศไทยมีเป้าหมายเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนจากร้อยละ 6 ของการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศเป็นร้อยละ 20 ของการใช้พลังงานทั้งหมดให้ได้ปี 2565 ซึ่งมั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้าหมาย ทั้งนี้ รัฐบาลจะทบทวนเพิ่มเป้าหมายการใช้พลังงานทดแทนให้สูงขึ้นไปอีก ส่วนการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนอย่างแก๊สโซฮอล์นั้น การส่งเสริมอี20 จะเป็นจุดที่มีปริมาณการผลิตที่เพียงพอและไม่กระทบกับด้านอาหาร ในขณะที่การจะส่งเสริมให้ใช้ถึงอี85 นั้น ส่วนก๊าซเอ็นจีวีนั้น กำลังเร่งแก้ปัญหาสถานีบริการที่ขณะนี้มีไม่เพียงพอ และแม้ราคาขายของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จะไม่สะท้อนต้นทุน แต่รัฐบาลจะตรึงราคาเอ็นจีวีออกไปจนถึงเดือนสิงหาคมปีหน้า

คำถาม
1.แผน 15 ปีถึงปี 2565 ประเทศไทยมีเป้าหมายเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนจากร้อยละเท่าไหร่ ของการใช้พลังงานทั้งหมดของประเทศ
2.การเป็นฐานการผลิตของตลาดโลกเป็นจุดแข็ง เพราะเหตุใด
3.อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังต้องเผชิญกับการแข่งขันของผู้ผลิตรถยนต์จากประเทศใดบ้าง

09 ธันวาคม 2552

เงินสดทันที หรือหนี้สินทันใด

จัดทำโดย นางสาวกนกพร สว่างผล เลขทะเบียน 4902100007

จากนโยบายแก้หนี้นอกระบบ ถือเป็นนโยบายที่ดี แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายในการจัดการปัญหาหนี้นอกระบบ จะว่าไปแล้วทุกเรื่องบนโลกนี้ เวลาพูดถึงหลักการนั้นอาจจะไม่ยากนัก เพราะพูดกันบนกระดาษแต่ความยากอยู่ที่การนำไปปฏิบัติ (Execution) อย่างกรณีของหนี้นอกระบบ เมื่อมีผู้ที่มาลงทะเบียนแล้ว แต่เมื่อมาคัดกรองพบว่ามีจำนวนมากที่ไม่เข้าข่ายการให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากเป็นหนี้ที่ผิดกฎหมาย เช่น หนี้พนัน เป็นต้น หากเป็นหนี้ที่เข้าข่ายว่าให้การช่วยเหลือได้ ก็ต้องมีการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าเจ้าหนี้นอกระบบจะไม่มาไกล่เกลี่ยด้วย หรือแม้แต่มาคอยข่มขู่เพื่อไม่ให้ลูกหนี้ของตนมาลงทะเบียน แต่ก็ถือว่าเป็นโครงการที่ดี เพราะจากการสำรวจความคิดเห็นของสวนดุสิตโพล พบว่าประชาชน 64% เห็นด้วยกับโครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ โดยจะเป็นสถาบันการเงินของรัฐที่รับผิดชอบในส่วนดังกล่าว จะว่าไปแล้วก็คงจะเป็นคนละกลุ่มเป้าหมายกับสถาบันการเงินของเอกชน เพราะคุณสมบัติของผู้ขอขึ้นทะเบียนจะต้องเป็นลูกหนี้นอกระบบที่มีเงินต้นไม่เกิน 2 แสนบาท ซึ่งก็จะทำให้กลุ่มคนดังกล่าวเข้าถึงหนี้ในระบบได้ง่ายและมากขึ้น อีกทั้งทางภาครัฐก็ยังวางแผนในการแก้ปัญหาแบบระยะยาวด้วยการแนะนำ ส่งเสริมสนับสนุนการสร้างอาชีพ เพื่อให้ลูกหนี้มีกำลังในการชำระหนี้ และไม่กลับมาเป็นหนี้อีก ผมก็ขอเอาใจช่วยให้สามารถนำนโยบายดังกล่าวไปปฏิบัติได้สำเร็จครับ ในส่วนสินเชื่อบุคคลที่เป็นกลุ่มเป้าหมายอีกกลุ่มหนึ่ง กล่าวคือ ด้วยคุณสมบัติต่างๆ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ของสถาบันการเงินได้อยู่แล้ว หรือพูดอีกมุมก็คือ หมดสิทธิเข้าในโครงการดังกล่าว ในปัจจุบันก็มีแนวโน้มดีขึ้น ส่วนผู้ที่มีความต้องการทางการเงินก็สามารถเลือกได้เยอะ เพราะช่วงนี้สินเชื่อบุคคลไม่ว่าจะของธนาคารพาณิชย์ไทย หรือกลุ่มธนาคารต่างประเทศ หรือสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ ก็มีการออกมาทำการตลาดกันสุดๆ ทั้งคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำลงกว่าเมื่อก่อน ทั้งเพิ่มระยะเวลาในการผ่อน ไหนจะลดหลักเกณฑ์เรื่องรายได้ขั้นต่ำลงมาอีก ของแถมก็ดูดีสุดๆ เช่น แถมที่พัก โรงแรมหรู เป็นต้น ตอนเห็นชื่อโรงแรมที่แถม ผมยังอยากกู้เลย จริงๆ แล้วไม่ได้มีความต้องการเงินหรอกครับ (พูดให้ดูดี) แต่อยากได้ของแถม สินเชื่อส่วนบุคคล ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเอาไปใช้จ่ายอุปโภคบริโภคส่วนบุคคล ซึ่งจะช่วยเติมเต็มให้ชีวิตในส่วนต่างๆ ได้ ซึ่งบางคนก็กู้ไปเพื่อใช้จ่ายสิ่งที่จำเป็นจริงๆ ในชีวิต ส่วนบางคนก็กู้ไปเพื่อเติมเต็มความอยากได้อยากมีในชีวิต (อาจจะไม่จำเป็นมากนัก) ก็แล้วแต่ครับ ตราบใดที่ยังมีความสามารถหรือยังมีกำลัง จะถือว่าเป็นการซื้อความสุขก็ไม่เป็นไร ความต้องการสินเชื่อส่วนบุคคลนั้นมีอยู่ในทุกๆ ช่วงของอายุ ซึ่งสามารถแบ่งได้ตาม Consumer Financial Needs Life Cycle ดังนี้

Early Development ช่วงนี้จะเป็นช่วงของคนที่พึ่งจบและเริ่มทำงาน เงินเดือนอาจจะยังไม่มากนัก แต่จะมีค่าใช้จ่ายพอสมควร เพราะต้องเริ่มเข้าสังคมที่ทำงาน บางคนอาจจะซื้อรถ เช่าคอนโดมิเนียมอยู่ ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ต้องการก็จะเป็นพวก บัตรเครดิต หรือบัตรกดเงินสดทั้งหลาย
Family Growth ช่วงนี้คนจะมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามความรับผิดชอบที่มากขึ้น มีงานที่มั่นคง มีครอบครัว แต่งงาน มีลูก จึงมีความต้องการสินเชื่อส่วนบุคคลตามภาระที่เพิ่มขึ้น นอกเหนือจากมีบัตรเครดิต บัตรกดเงินสดต่างๆ (ที่ตามมาสมัยทำงานใหม่ๆ) ก็จะต้องมีสินเชื่อบ้าน สินเชื่อเพื่อการตกแต่งบ้าน ซื้อประกันชีวิตให้ตนเอง ซื้อประกันชีวิตและสุขภาพให้ลูก
Mid Life ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่คนส่วนใหญ่จะมีภาระค่าใช้จ่ายที่สูง เนื่องจากค่าใช้จ่ายครัวเรือนที่สูง รวมทั้งค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของลูก ค่าผ่อนรถ ค่าซ่อมรถ ค่าซ่อมแซมบ้าน ค่าใช้จ่ายในการขยับขยายบ้าน เป็นต้น ดังนั้นช่วงนี้จะเป็นช่วงที่คนมีความต้องการสินเชื่อส่วนบุคคลสูงที่สุด นอกเหนือจากภาระสินเชื่อบุคคลอื่นๆ ที่มีอยู่แล้ว ช่วงนี้อาจจะมีความต้องการสินเชื่อเพื่อการตกแต่ง/ซ่อมแซมบ้านเพิ่ม สินเชื่อเพื่อการศึกษาของลูก เป็นต้น
Empty Nest ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่รายได้ก็เพิ่มขึ้นเยอะ เงินเก็บก็เริ่มเป็นกอบเป็นกำ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ก็เริ่มลดลง เช่น ลูกก็โตแล้ว รถก็ผ่อนหมดแล้ว บ้านก็เหลือหนี้ไม่เท่าไร ดังนั้นช่วงนี้ความต้องการสินเชื่อส่วนบุคคลจะลดลง เพราะรายได้เริ่มเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายแล้ว เว้นเสียแต่ว่าบางคนอาจจะลงทุนอะไรสักอย่าง แล้วต้องการเงินทุนหมุนเวียน ก็อาจจะเอาบ้านที่ผ่อนหมดแล้วมาเปลี่ยนเป็นเงินก็ได้ หรือที่เรียกว่า Home Equity Retirement ช่วงนี้เป็นช่วงที่สะสมทรัพย์ ความต้องการสินเชื่อส่วนบุคคลจะไม่มีแล้ว หรืออาจจะยังมี แต่ก็คงกู้ไม่ผ่าน เพราะไม่มีรายได้แล้ว ส่วนใหญ่ก็จะลงทุนใน Fixed Deposit, Mutual Fund ต่างๆ
จะเห็นว่าความต้องการทางการเงินเพื่อใช้จ่ายส่วนบุคคล มีอยู่กับเราไปตลอดทุกช่วงอายุ ซึ่งวิธีการได้มาซึ่งเงินดังกล่าวก็มีได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมกันเองในหมู่ญาติ การเล่นแชร์ โรงรับจำนำ การกู้ยืมเงินนอกระบบ การกู้ยืมจากสถาบันการเงิน
ไม่ว่าจะวิธีไหนก็ตาม อยากจะบอกว่าวันที่คุณได้เงินสดมา คุณก็ได้หนี้สินทันทีเหมือนกัน ดอกเบี้ยเริ่มนับตั้งแต่วันที่คุณแตะเงินเลย
จึงอยากจะบอกว่าพยายามเป็นหนี้เท่าที่จำเป็นจริงๆ ซึ่งคำว่าจำเป็นของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก หรือแม้แต่ในสังคมปัจจุบันที่มักเน้นเรื่องวัตถุนิยมกันมาก จนทำให้บางครั้งเราคิดไปว่า ความอยากได้อยากมีที่เกินความจำเป็นนั้น คือ ความจำเป็น ตัวอย่างเช่น จำเป็นไหมที่ต้องเป็น Home Theater ที่บ้าน แต่เสาร์อาทิตย์ไปดูหนังในห้าง จำเป็นไหมที่ต้องจอ LCD ใหญ่ๆ จอเล็กลงหน่อย แต่นั่งดูกันพร้อมหน้าพร้อมตา จำเป็นไหมที่ต้องเป็นโทรศัพท์รุ่น Top แต่ใช้โทร.เข้ากับโทร.ออกอย่างเดียว
อย่าลืมนะครับ เงินสดทันที ก็คือ หนี้สินทันใด หากมีความอยากได้อยากมีที่เกินความจำเป็น และเกินฐานะของเรา ก็เอาใจช่วย ขอให้กำหนดให้ทันกันนะครับ จะได้ไม่ต้องทุกข์เพราะหนี้สิน พบกันใหม่เดือนหน้าครับ

ที่มา :ww.posttoday.com/finance.php?id=79785

คำถาม
1.ผู้มีสิทธิ์ขึ้นทะเบียนโครงการแก้ไขหนี้นอกระบบจะต้องมีวงเงินหนี้ไม่เกินเท่าไร?
2.Consumer Financial Needs Life Cycle ในบทความนี้มีกี่ข้อ และ มีอะไรบ้าง?
3. จงอธิบายว่าช่วง Empty Nest เป็นอย่างไร?

01 ธันวาคม 2552

เรื่อง การใช้ชีวิตอย่างพอเพียง

จัดทำโดย นางสาวศิถยา งามสมเกล้า 4902100004


1. มีความพอประมาณ พื้นฐานสำคัญสำหรับการสร้างเศรษฐกิจอย่างพอเพียงก็คือ ต้องรู้จักพอประมาณ เพราะถ้าคนเรารู้จักพอในความต้องการของตน ความโลภก็จะเริ่มน้อยลง แต่คำว่าพอประมาณก็ไม่ได้หมายถึงน้อยเกินไป บางคนอ้างว่าพอประมาณจึงกินน้อยจนเกิดโรค ซึ่งนั่นไม่ได้แปลว่าพอ แต่หมายถึงการเบียดเบียนตนเอง ดังนั้นความหมายของพอประมาณจึงแปลได้ว่า ความพอดี ไม่มากไป หรือ น้อยเกินไปจนสุดโต่ง และที่สำคัญคือต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น
2. รู้จักเหตุและผล การจะใช้ชีวิตอย่างพอเพียงส่วนหนึ่งต้องมาจาก การรู้จักเหตุ และผล ซึ่งไม่ได้หมายถึง เหตุและผลในการจับจ่ายซื้อของหรือใช้เงินเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการมีเหตุผลทุกการตัดสินใจ ทุกการลงทุน ทุกการกระทำต้องคำนึงถึงเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และผลที่จะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบ และถ้าเราสร้างการมีเหตุและผลให้ติดตัวแล้วต่อไปถ้าเราจะหยิบเงินจากกระเป๋าความยับยั้งชั่งใจก็จะเกิดตามมาเป็นอัตโนมัติในทันที
3. สร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้ชีวิต ในยุคที่บ้านเมืองมีการเติบโต และผกผันทางเศรษฐกิจรวดเร็วเช่นนี้ การสร้างภูมิคุ้นกันให้พร้อมที่จะเผชิญทุกสิ่งดูจะเป็นอีกเรื่องที่จำเป็น โดยเราจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่จะเผชิญพร้อมยอมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงที่มาจากทั้งภายในและภายนอกทั้งนี้วัคซีนที่ต้องฉีดก็ คือ ความรู้กับ คุณธรรม ความรู้ คือ การรอบรู้รอบคอบ รู้จักนำเทคโนโลยีต่าง ๆ มาวางแผนและปฏิบัติ ส่วนคุณธรรม คือ ความอดทน ความเพียร และความซื่อสัตย์ ซึ่งทั้งหมดจะนำไปสู่การเกิดสติปัญญาในการใช้ชีวิต
4. เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย หลักการนี้ถือเป็นพื้นฐานของการออมเลยก็ว่าได้ สำหรับการเพิ่มรายได้นั้นเราต้องยอมรับความจริง ก่อนเสียว่าทุกสิ่งในโลกไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ทุกอย่างต้องมีการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนค้าขาย การหาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ บางครั้งก็ต้องลงทุนลงแรง เช่น การหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อเป้าหมายในการเพิ่มเงินเดือน หรือหาโอกาสก้าวหน้าในอนาคต ส่วนการลดรายจ่ายต้องเริ่มที่รายการรายจ่ายในชีวิตประจำวัน และให้ลำดับความสำคัญ จากนั้นลดทอสิ่งที่ไม่จำเป็นจนเหลือแต่สิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตจริง ๆ
5. ฉลาดซื้อ ฉลาดใช้ เมื่อเราจัดรู้ว่าสิ่งไหนที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทีนี้เราต้องฉลาดที่จะซื้อด้วย โดยการเลือกซื้อสินค้าที่คุ้มค่า คุ้มประโยชน์ ที่สำคัญ คือ ต้องฉลาดคิดก่อนก่อหนี้ เช่น ถ้าคิดจะก่อหนี้เงินกู้เพื่อเช่นที่อยู่อาศัย ไม่ควรให้มีภาระการผ่อนชำระเกิน 30% ของรายได้ครอบครัว และถ้าจะกู้เพื่อซื้อรถยนต์ก็ ไม่ควรให้มีรายการผ่อนชำระเกิน 15% ของรายได้ครอบครัวเช่นกัน ส่วนฉลาดใช้ คือ การรักษาสิ่งของต่างๆให้คงอยู่ในสภาพที่เหมาะกับการใช้งานได้นาน ๆ รวมถึงประหยัดค่าใช้จ่าย จำพวกค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ด้วย
6. พอเพียงด้วยวิถีพุทธ การที่จะให้เศรษฐกิจชุมชน เป็นเศรษฐกิจที่พอเพียงได้ก่อนอื่นเราต้องสร้างวินัยให้ตนเอง และสร้างชุมชนเล็ก ๆ อย่างครอบครัวหรือตัวเราเองให้กลายเป็นชุมชนที่พอเพียงเสียก่อน โดยหัวใจหลัก คือ การพึ่งพาตนเองได้ รู้จักคุ้นค่าของธรรมชาติและรู้จักใช้สิ่งที่ธรรมชาติให้มา ให้เป็นประโยชน์ที่สุด และต้องไม่ลืมที่จะ ลด ละ เลิก อบายมุกที่เป็นสิ่งที่เกิดความ ยากได้ยากมีเหมือนกับคน อื่นๆ
7. จดทุกครั้งเมื่อจ่าย การจด คือ หลักง่ายๆในการบริหารเงิน หรือพูดง่ายๆก็คือเป็นการเฝ้าติดตามรายจ่าย พร้อมทั้งบริหารการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับชีวิตจริงของตัวเราเอง ซึ่งบัญชีรายรับรายจ่ายเหล่านี้จะเป็นหลักฐานชั้นดีในการเตือนตัวเองว่าในแต่ละเดือนเรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่จำเป็น และไม่จำเป็น พอเราจดจะเห็นทันทีว่าเงินหายไปไหน และพอรู้เส้นทางการจากไปของเงินแล้ว เราก็จะได้จัดการปิดเส้นทางนั้น และตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงิน ไม่ปล่อยให้มันไปเที่ยวไหนอีกแล้ว
8. เทคนิคให้มีเงินออม การออมจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปหากเราตั้งใจแน่วแน่ที่จะกำหนดเป้าหมายการเก็บออมว่า ในแต่ละเดือน แต่ละปี จะมีเงินออมเท่าไหร่ จากนั้นกำหนดเป้าหมาย การใช้จ่ายในแต่ละวัน แต่ละเดือน และเมื่อไหร่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ แล้วจึงประหยัดรายจ่ายด้วยการจ่ายน้อยกว่าหรือเท่ากับเป้าหมายการใช้จ่าย เพื่อให้มีเงินเหลือมากขึ้น และถ้าเป็นไปได้ไม่ควรก่อหนี้เมื่อโดยจำเป็น และเกินกำลัง ซึ่งไม่ได้แปลว่ามีหนี้ไม่ได้ แต่ให้เตือนตัวเองเสมอว่าหนี้มีได้แต่ต้องไม่เกินกำลัง และต้องชำระคืนให้หมดโดยเร็วด้วยนะ



สรุปนื้อหา
ท้ายที่สุดของการดำเนินชีวิตแบบพอเพียงก็ คือ การฉลาดใช้ชีวิต ซึ่งการฉลาดนี้ไม่ได้แปลว่าการฉลาดซื้อ ฉลาดใช้ ฉลาดออม และฉลาดหาเงินเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงความฉลาดใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อนครอบครัวมีความสุข ไม่ต้องร่ำรวยเป็นเศรษฐี แต่ก็ไม่ได้อดอยากจนต้องเบียดเบียนตนเอง และก็ไม่ใช่ว่าอยากได้จนต้องเบียดเบียนคนอื่นนั่นเองหวังว่าคนที่ได้อ่านการใช้ชีวิตแบบพอเพียงของผมคงมีแนวคิดให้กับตนเองในการใช้ชีวิตให้ดำรงอยู่ได้ในสังคม
ข้อมูลจาก : นายสยมภู จันถา

คำถาม
1.พื้นฐานสำคัญสำหรับการสร้างเศรษฐกิจอย่างพอเพียงคืออะไร
2.ถ้าคิดจะก่อหนี้เงินกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ไม่ควรให้มีภาระการผ่อนชำระเกิน กี่เปอร์เซ็ต์ของรายได้ครอบครัว
3.การเปลี่ยนแปลงที่มาจากทั้งภายในและภายนอกทั้งนี้วัคซีนที่ต้องฉีดในการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้ชีวิต คืออะไร